เลียม โรซีเนียร์ เป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นในวงการระดับสูงของพรีเมียร์ลีก แม้จะมีประสบการณ์ในฐานะผู้เล่น แต่เขาไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่นักเตะที่คนจดจำ การถูกแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชของเชลซีในปี 2026 กลายเป็นเรื่องที่แฟนบอลหลายคนตั้งคำถาม
เขาเคยเป็นฟูลแบ็กที่เล่นให้กับทีมอย่าง บริสตอล ซิตี้, ฟูแล่ม และฮัลล์ ซิตี้ แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของโรซีเนียร์กลับมาอยู่ในสปอตไลท์คือความสามารถในการจัดการทีม และพัฒนาแท็กติกจากมุมของโค้ชมากกว่านักเตะ
UFA777 วิเคราะห์ว่า การเลือกโค้ชหน้าใหม่อย่างโรซีเนียร์ สะท้อนถึงแนวคิดของ BlueCo ที่ต้องการสร้างระบบระยะยาว มากกว่าการใช้ชื่อเสียงหรือประสบการณ์ในระดับสูงเท่านั้น

เส้นทางจากผู้เล่นธรรมดา สู่โค้ชระดับสูง
หลังแขวนสตั๊ดในปี 2018 โรซีเนียร์เข้าสู่เส้นทางโค้ชทันที โดยเริ่มต้นเป็นสตาฟฟ์ของไบรท์ตัน U23 และทำงานในฐานะนักวิเคราะห์เกมทาง Sky Sports ควบคู่กันไป ถึงแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าคนอื่น แต่เขาได้รับคำชมในด้านการวิเคราะห์ และการสื่อสารเชิงเทคนิค
ฟิลลิป โคคู คือคนแรกที่มองเห็นศักยภาพ และชวนเขาเข้าร่วมทีมสตาฟฟ์ของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนที่ เวย์น รูนี่ย์ จะเข้ามาสานต่อความไว้วางใจนี้ โดยให้โรซีเนียร์เป็นมือขวาอย่างเป็นทางการ
จากประสบการณ์เหล่านี้ เขาเรียนรู้การบริหารทีมในสถานการณ์กดดัน และเข้าใจโครงสร้างการทำงานของทีมระดับอาชีพ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสไตล์โค้ชของเขาในอนาคต
สไตล์การคุมทีมของโรซีเนียร์แตกต่างอย่างไร?
เมื่อได้โอกาสคุมทีมฮัลล์ ซิตี้ โรซีเนียร์เริ่มเผยให้เห็นถึงปรัชญาการทำทีมที่ชัดเจน
แนวทางของเขาเน้น:
- การครอบครองบอลและคอนโทรลเกม
- ใช้แท็กติกเพรสซิ่งสูงแบบแม่นยำ
- ปรับแผนให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
- กล้าให้โอกาสนักเตะเยาวชน
- โครงสร้างทีมแข็งแรง แม้ขาดงบเสริมทัพ
แม้พาฮัลล์จบอันดับ 7 พลาดตั๋วเพลย์ออฟเพียงเล็กน้อย แต่หลายสื่อรวมถึง The Guardian ยกให้เขาเป็นโค้ชที่ทำทีม “ดีเกินอันดับ” และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามองมากที่สุดของฤดูกาล 2022–23
UFA777 เว็บแทงบอล ชี้ว่า ความสามารถในการดึงศักยภาพจากทีมที่มีทรัพยากรจำกัดคือสิ่งที่ BlueCo ต้องการ และนี่คือเหตุผลที่เขาถูกดึงไปคุมสตราส์บูร์กในฝรั่งเศส
ทำไม BlueCo ถึงเลือกเขาให้คุมทีมในฝรั่งเศส?
ที่สตราส์บูร์ก โรซีเนียร์เจอกับบททดสอบใหม่ ทั้งเรื่องภาษา และวัฒนธรรม เขาไม่เคยพูดภาษาฝรั่งเศสมาก่อน แต่ตัดสินใจสมัครเรียนทันที พร้อมดึงอดีตเพื่อนร่วมทีมมาเป็นล่าม
สิ่งที่เขาทำได้ทันที:
- สร้างบรรยากาศห้องแต่งตัวให้เป็นบวก
- วางระบบทีมให้ลงตัวในเวลาอันสั้น
- สื่อสารกับนักเตะต่างวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
- ดึงศักยภาพผู้เล่นเยาวชน เช่น อังเดรย์ ซานโต๊ส ขึ้นมาใช้งาน
ระบบของเขามีความยืดหยุ่น โดยใช้ 3-2-5 ยามครองบอล และสลับเป็น 4-3-3 ยามตั้งรับ พร้อมด้วยการเพรสซิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดของฟุตบอลสมัยใหม่
ซานโต๊ส ที่ถูกยืมจากเชลซี ออกมาชมว่า โรซีเนียร์เป็นโค้ชที่เข้าใจนักเตะ และช่วยพัฒนาศักยภาพได้จริง นั่นทำให้ความเห็นภายในเครือ BlueCo เริ่มโน้มเอียงมาที่เขามากขึ้น
จุดแข็งที่ทำให้เขาเหมาะกับเชลซีในยุคใหม่
กลุ่มเจ้าของทีมเชลซีต้องการเฮดโค้ชที่:
- มีทักษะการบริหารคน
- เข้าใจระบบบริหารแบบหลายสโมสร
- ไม่แสดงออกเกินจำเป็นต่อสื่อ
- พร้อมเติบโตไปกับสโมสร
โรซีเนียร์ตอบโจทย์ทั้งหมด เขาคุ้นเคยกับนักเตะเชลซีจากช่วงเวลาที่คุมสตราส์บูร์ก และกำลังจะได้ร่วมงานกับกองหน้าดาวรุ่ง เอ็มมานูเอล เอเมก้า ในฤดูกาลหน้า
เขาจะกลายเป็นเฮดโค้ชผิวดำคนที่ 10 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และเป็นตัวแทนของโค้ชยุคใหม่ที่เติบโตจากโครงสร้างและระบบ ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเส้นทางลัด
พื้นฐานชีวิตที่หล่อหลอมเขาให้มาถึงจุดนี้
โรซีเนียร์เป็นลูกชายของ ลีรอย โรซีเนียร์ อดีตกองหน้าที่เคยเล่นให้เวสต์แฮม และเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวต้านการเหยียดผิวที่มีอิทธิพลในอังกฤษ
ชีวิตวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยการติดตามพ่อไปสนามซ้อม ฟังพ่อพูดในห้องแต่งตัว และดูพ่อทำทีมฟุตบอล ความเข้าใจในบริบทของกีฬา และบทบาทของผู้นำ จึงฝังลึกในตัวเขาตั้งแต่เล็ก
สิ่งนี้ทำให้เขาเป็นโค้ชที่ไม่เพียงเข้าใจแท็กติก แต่ยังเข้าใจการจัดการคน เข้าใจวัฒนธรรม และมีแนวคิดแบบนักพัฒนา ไม่ใช่ผู้ควบคุม
UFA777 เว็บแทงบอล มองว่า พื้นฐานนี้ทำให้โรซีเนียร์มีความมั่นคงทางจิตใจพอที่จะรับมือกับแรงกดดันที่เชลซี ซึ่งเป็นสโมสรที่มีมาตรฐานสูงแต่บริหารในแบบที่ไม่เหมือนใคร
บทสรุป
เลียม โรซีเนียร์อาจไม่ใช่ชื่อที่สื่อคาดเดา แต่หากวิเคราะห์ตามหลักโครงสร้างของ BlueCo และพฤติกรรมเชิงระบบของเชลซีในช่วงหลัง ชื่อของเขากลับเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด
เขาเข้าใจโครงสร้างบริหารแบบเครือข่าย มีประสบการณ์ตรงกับนักเตะของเชลซี มีความยืดหยุ่นในแผนการเล่น และมีแนวคิดที่เติบโตได้ในระยะยาว
คำถามที่เหลือคือ… เมื่อเขาได้โอกาสแล้ว เขาจะเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้มาให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในสนามหรือไม่?
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า โค้ชหน้าใหม่รายนี้ จะสร้าง “ระบบ” ที่เชลซีตามหามานานได้จริงหรือไม่